think

ปัญหา, พรุ่งนี้.

posted on 09 May 2012 17:31 by kaekaekaekae  in think
 
 
สารภาพว่า, ผมไม่ชอบไทม์ไลน์.
 
มันดูเยอะ, รกเกินไปในสายตา
 
แต่ก็อีก.
 
พอเฟซบุ๊คเป็นไทม์ไลน์ ก็ทำให้ได้ย้อนกลับไปอ่านสเตตัสเก่า ๆ ที่เคยโพสไว้
 
ที่จริงแล้ว นั่นอาจจะเป็นข้อดีของไทม์ไลน์ก็ได้.
 
แม้ว่าอาจจะเป็นข้อดีเพียงอย่างเดียวก็ตาม.
 
 
 
 

- ความจริง ตกตะกอนได้, ไม่ต่างจากความจำ.

เคยเขียนประโยคดังกล่าวไว้เมื่อนานมาแล้ว
 
เรื่องคือ, เกิดจำได้ว่า ตอนนั้น เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับตัวเองสักอย่าง
 
เป็นเรื่องที่กระทบจิตใจร้ายแรง
 
จนเป็นเหตุให้เขียน
 
ตอนนั้น, ผมยังอยู่ในช่วงที่เขียนตามอารมณ์
 
คือเขียนดะ, ลุยหน้าจอว่าง ๆ ไปเลย ไม่ได้สนใจว่าจะสรุปยังไง ย่อหน้าต่อไปคืออะไรยังไม่ได้คิดด้วยซ้ำ
 
หลายครั้ง, การเขียนแบบนั้น, นำพาไปสู่อะไรที่ไม่ได้คาดคิดไว้
 
อาจเป็นความเข้าใจ ความรู้สึก พอเขียนไปแล้วก็เหมือนเติมเต็มตัวเอง
 
มีครั้งนึงที่ชีวิตมีปัญหามาก พอมาเขียน มาเรียบเรียงความคิด ก็คล้ายตกตะกอนอะไรบางอย่าง
 
เหมือนได้ทบทวนตัวเอง.
 
 
 
เรื่องคือ, นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก
 
ว่าตอนนั้น เรื่องที่ว่านั้นคืออะไร อะไรที่ร้ายแรง กระทบจิตใจเรา
 
ความจริงตกตะกอนได้เหรอ, แล้วความจำล่ะ ความจำตกตะกอนเป็นอย่างไร
 
"ใช่" อย่างที่เราเข้าใจว่าใช่ตอนนี้ไหม
 
 
 
ตอนเด็ก ๆ จำได้ว่าเคยทะเลาะกับเพื่อนตอนเตะบอล.
 
คือเด็กแต่ละคนก็จะมั่นใจ ลูกนี้ยิงได้แน่ เข้าแน่
 
จึงไม่ยอมส่งให้เพื่อน
 
พอไม่เข้าก็เลยทะเลาะกัน
 
บางทีเรื่องราวบานปลายใหญ่โตจนชกต่อยกันก็มี
 
พอนึกถึงเรื่องนั้น, ในวันนี้, ทั้งผมและเพื่อนก็ได้แต่ขำ.
 
ปัญหาในวัยเด็กที่ว่าใหญ่, พอโตขึ้นมันก็กลายเป็นแค่เรื่องเล็ก.
 
 
 
ปัญหาร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับผมในวันนั้น เรื่องใหญ่ที่กระทบจิตใจสะเทือนจนต้องเขียนระบาย
 
เป็นไปได้ว่าพอเวลาผ่านไป เมื่อโตขึ้น, มันก็กลายเป็นเรื่องเล็กน้อย
 
เล็กจนเรามองไม่เห็นปัญหานั้น
 
กระทั่งว่าบางที, สำหรับเรา, มันอาจไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป.
 
 
 
ก็ไม่แน่ว่า, ปัญหาในวันนี้.
 
พอวันพรุ่งนี้มาถึง
 
มันอาจไม่ใช่ปัญหาแล้วก็ได้.
 
 
 
 
ถ้าตกตะกอนได้ขนาดนี้, บางทีก็คงต้องขอบคุณไทม์ไลน์เหมือนกันนะ.
 
5
 
ว่ากันว่ากรุงเทพไม่เคยหลับไหล
 
ท่าทางจะจริง.
 
มันเป็นเวลาตีสาม ตอนที่ผมซ้อนท้ายรถเพื่อนออกจากหมอชิต.
 
แสงไฟรายทาง, ฉายให้เห็นผู้คน
 
"ถ้าเป็นช่วงชั่วโมงเร่งด่วน แถวนี้แม่งขยับแทบไม่ได้เลยนะเว้ย" เพื่อนผมหันหน้ามาคุย ในขณะที่รถเราทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
 
สองข้างทางก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว.
 
ความเร็วอาจจะเป็นดั่งลมหายใจของที่นี่เลยก็ว่าได้ เช้าวันต่อมา รถรามากมายก็คลาคล่ำเต็มท้องถนน
 
โชคดีที่เป็นมอเตอร์ไซค์, เราเลยแล่นฝ่ารถติดไปด้วยเวลาไม่นานนัก ล่าช้าจากเวลานัดหมายไปไม่กี่นาที
 
จะบอกว่าเราไม่สามารถกะเวลาในเดินทางก็น่าจะได้
 
พอประมาณน่ะอาจจะ, แต่ถ้าจะเอาแบบตรงเผงคงไม่ใช่.
 
และด้วยความที่ผมเป็นคนโง่เรื่องเส้นทางอยู่แล้ว,
 
ในหลายครั้ง
 
มันจึงสร้างความสับสนให้พอสมควร
 
แต่ผ่านไปสักพักก็เริ่มปรับตัวได้
 
แล้วก็พบว่า, พวกเรานั่นเองที่เยอะเกิน
 
เกินพื้นที่.
 
พี่แท็กซี่ในตอนที่แล้วเล่าให้ฟังว่า, เมื่อก่อน เขาสะดวกกว่านี้ รถราไปไว ส่งผู้โดยสารสบายใจ
 
"เชื่อไหมว่าตอนนี้มีแท็กซี่เป็นแสนคัน" เขาบอก "คู่แข่งเยอะขึ้น ผมก็ลำบากขึ้น"
 
ผมยิ้ม,
 
มันควรจะเป็นความสะดวกสบาย,
 
แต่อยู่บนถนนแต่ละครั้งผมกลับรู้สึกหน่ายเหนื่อย
 
มองบนถนนตอนนี้ก็นับแท็กซี่ได้เกินสิบแล้ว
 
พอมองมิเตอร์
 
ก็คิดได้ว่า, คงต้องถึงเวลาบอกลาพี่เขาแล้ว.
 
 
 
 
6
 
กรุงเทพฯ เป็นเมืองของคนต่างจังหวัด
 
คุยกับใครหลายคน, ก็พบว่าส่วนใหญ่มี 'บ้าน' อีกแห่ง
 
บ้านเกิด.
 
พวกเขาเข้ามา, ตามหาอะไรบางอย่าง
 
ไม่ว่าด้วยความเต็มใจ, หรือจำเป็น
 
แต่เวลาคุยเรื่องบ้าน, ผมมักเห็นรอยยิ้มคนผู้นั้นเสมอ.
 
พี่แท็กซี่คนนั้นก็คนสุรินทร์
 
เพื่อนผมที่มารับก็คนพิษณุโลก
 
ไม่ว่าชอบหรือชัง
 
ไม่ว่าเต็มใจ, หรือจำเป็น.
 
ไม่ว่ากรุงเทพจะเป็นบ้าน, หรือที่พักอาศัย
 
แต่เราก็ยังอยู่
 
คงไม่ต่างจากชีวิตคนเราทุกวันนี้ ไม่ว่าสุขหรือทุกข์, สุดท้ายเราก็ต้องหายใจต่อไปอยู่ดี
 
 
 

7
 
นัท ( http://natasha-giornale.blogspot.com/ ) ก็เป็นคนกรุงเทพ.
 
ในระหว่างอาหารมื้อหนึ่ง, นัทเล่าให้ฟังถึงชีวิตเธอ
 
เกิด, เติบโต, และใช้ชีวิตอยู่ที่นี่
 
คงพอจะเรียกได้ว่า "รู้จัก" เป็นอย่างดีกระมัง
 
ตลอดมื้อนี้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ จนผมพบว่าอาหารบนโต๊ะมันไม่มีความหมายเท่าไรหรอก
 
ความสัมพันธ์ต่างหากที่มีความหมาย
 
ลองคิดดูแล้ว มื้อนี้คงกร่อยพิลึกถ้าต้องกินคนเดียว
 
ชีวิตก็คงจืดชืดไปไม่น้อย, หากเราไม่พานพบผู้คน ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเลย
 
เปรียบอาหารกับคน, หากได้พบกับใครสักคนที่น่าสนใจ น่าผูกสัมพันธ์ด้วย
 
ชีวิตที่กร่อย, ก็กลายเป็นอร่อย.
 
เราอาจไม่จำเป็นต้องแบ่งแยกกันว่าเป็นคนกรุง - คนต่างจังหวัด ก็ได้
 
เพราะท้ายที่สุดแล้วก็คนเหมือนกันนั่นแหละ.
 
 
 
8
 
งานกาชาด, ผมเข้าไปช่วยงานเพื่อนคนหนึ่ง
 
แล้วก็ได้พบเจอเพื่อนอีกหลายคน
 
ทั้งคนที่ไม่ได้เจอกันมานาน
 
และคนที่ไม่เคยพบกันมาก่อน
 
ในหนึ่งชีวิต, มีผู้คนมากมาย ที่เราต้องพานพบ
 
เรื่องราวหลากหลาย, ที่เราต้องพบพาน
 
คิดดูแล้วก็มหัศจรรย์เหมือนกัน
 
เราได้พบกัน 'คนนี้' เป็นเพื่อนกับ 'คนนั้น' รู้จักกับ 'คนโน้น'
 
โลกมีคนตั้งเป็นล้าน
 
เหตุใดพวกเราจึงโคจรมาเจอกัน
 
มีแท็กซี่เป็นแสนคัน, กลับเป็น 'พี่คนนั้น' ที่ผ่านมา
 
มีคนกรุงนับล้านนับแสน, กลายเป็น 'นัท' ที่ผมได้รู้จัก
 
ถ้าผมไม่ไปช่วยงานเพื่อน, ผมก็จะไม่ได้ 'พบ'
 
พบน้ำใจของอีกหลายคนที่มาช่วย, พบเพื่อนที่ไม่ได้เห็นหน้ากันหลายปี, พบว่าอาหารที่แม่ครัวทำเลี้ยงพวกเรานั้นมันอร่อย,
 
ถ้าไม่มากรุงเทพ, ก็ไม่ได้พบเรื่องเหล่านี้
 
เรื่องธรรมดา
 
ที่พอมาคิดดูอีกที, มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์เหมือนกัน.
 
ผมว่ากรุงเทพมีบางมุม, ที่เลวร้าย
 
แต่ก็ยังมีอีกหลายมุม - ที่ดี
 
 
 
 
 
* ล่าสุดก็มากรุงเทพอีกแล้ว,
 
เพราะฉะนั้น ก็อาจจะมีตอนต่อไป (มั้ง.)
 
 
 
 
1
 
กรุงเทพฯ ในเดือนเมษา เป็นอะไรที่ร้อนมาก
 
คือปกติก็ร้อนอยู่แล้ว แต่เดือนนี้ความรู้สึกมันเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ
 
ผู้คนหน้าดำคร่ำเครียด.
 
ทุกวันผมจะได้ยินคนบ่นว่าอากาศร้อน.
 
ผมเองก็บ่น.
 
ทางเลือกที่เห็นกันคือเดินเข้าห้าง หรือที่ใดก็ได้ที่มีเครื่องปรับอากาศ.
 
แต่มองไปทางไหนก็เห็นแต่ห้างนะ (ฮา)
 
อีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย. คือปลูกต้นไม้.
 
ทว่าสองข้างทางของเมืองกรุงตอนนี้. เขานิยมปลูกป้ายโฆษณามากกว่าจะเป็นต้นไม้.
 
น่าสนใจเหมือนกันครับว่า. ผู้คนอีกสักยี่สิบปีจะเป็นอย่างไร
 
ในเมืองทีรถเยอะกว่าถนน. ผู้คนเยอะกว่าพื้นที่.
 
แต่ต้นไม้ น้อยกว่าป้ายโฆษณา.
 
 
 
 
 
2
 
หลังจากทำกล้องหล่นพื้นเมื่อหลายเดือนก่อน การใช้งานกล้องตัวนี้ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป.
 
แรงสั่นไหวในมือเพียงนิดเดียว
 
ก็สามารถทำให้ภาพเบลอหรือมัวได้
 
ฉะนั้นเลยกลายเป็นว่าแต่ละภาพกว่าจะได้มานี่ลำบากยากเย็นมาก
 
เพราะต้องจับกล้องให้นิ่ง โฟกัสภาพให้ละเอียดก่อนกดชัตเตอร์
 
โชคดี, ภาพที่ออกมาเป็นดีมากกว่าเสีย
 
แต่พอมามองภาพที่เสีย ภาพที่ไม่ชัด, บางภาพมันก็ออกมาสวยแบบไม่ได้ตั้งใจเหมือนกัน
 
คิดถึงตอนเด็กที่ใช้กล้องฟิล์ม.
 
ฟิล์มแพง, โควตาการถ่ายมีจำกัด,
 
ทำให้ทุกรูปที่ถ่าย จำเป็นต้องตั้งใจ
 
เมื่อคิดถึงก็เลยค้นหา, แล้วก็พบว่า กล้องฟิล์มตัวมหึมาที่บ้าน
 
มันพังไปนานแล้ว.
 
 
 
 
3
 
ปุ่น (' I'm E29AZA ') พาไปเดิน.
 
เดินในที่นี้คือเดินจริง ๆ คุณเธอเล่นเดินรอบกรุง.
 
คือโอเคว่าอะไรที่พบระหว่างทางน่ะมันก็สนุกอยู่หรอก
 
แต่ที่สนุกกว่าคือคนพาเดิน.
 
ปุ่นเป็นคนแบบที่ว่า - ไม่รู้หรอกว่าทางข้างหน้ามันคืออะไร - แต่ก็จะไป
 
"ไปยังไง ?"
 
"เดิน !"
 
ผมยิ้ม, ระคนหนักใจเมื่อเห็นว่าแดดนั้นร้อนขนาดไหน
 
ในขณะที่เท้าผมเริ่มบวม, ปุ่นยังไม่มีท่าทีเหน็ดเหนื่อย (อืม)
 
อย่าแปลกใจว่าทำไมคุณเธอขาใหญ่มาก (ฮา)
 
แต่เอาเข้าจริง ๆ
 
แม้บางทีก็มีเหนื่อย แต่มันก็แลกกับอะไรบางอย่าง.
 
เป็นมุมมองที่จะไม่ได้เห็น, หากมองผ่านหน้าต่างรถ.
 
ระหว่างทางสำคัญกว่าจุดหมาย, คล้ายว่าจะเป็นจริง
 
การเดินทำให้รู้สึกว่าเราช้าลง
 
และเห็นว่าโลกนี้มันเดินหน้าเร็วแค่ไหน
 
ภาพของดวงตะวันยามเย็น, ฉายแสงเป็นครั้งสุดท้าย
 
มันลาลับไปแล้ว
 
แต่เมืองนี้ก็ยังไม่หลับไหล
 
ชีวิตเปรียบเสมือนการเดินทาง, คงไม่ได้เป็นเพียงคำพูดนามธรรมเท่านั้นเสียแล้ว.
 
 
 
 
 
4
 
ทุกวันก็จะต้องเจอกับใบหน้าอันเครียดเคร่ง.
 
คนขายน้ำที่ไม่ยิ้ม. กระเป๋ารถเมล์หน้าตาบูดบึ้ง. คนขับแท็กซี่อารมณ์เสีย.
 
เกือบจะคิดว่าเป็นวันเลวร้ายอยู่เหมือนกัน. ถ้าไม่มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง
 
อยู่ดี ๆ เธอก็ยิ้มให้ผม.
 
เสมือนปลุกผมให้มองโลกกว้างขึ้น ให้เห็นสิ่งที่มองข้าม
 
เช่นคุณป้าร้านข้าวมันไก่ ที่พอผมกินน้ำหมดก็ตักอีกแก้วมาให้ (ฟรีทั้งสองแก้วนั่นแหละ)
 
หรือภาพที่พี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างปั่นจักรยานมาซื้อน้ำขวด.
 
ปัญหามันอาจไม่ใช่โลกภายนอก.
 
แต่เป็นที่มุมมองภายในของเราเองก็เป็นได้.
 
และนี่คือคำพูดของคนขับแท็กซี่คนหนึ่ง
 
"ผมว่ามันต้องมีอะไรดี ๆ บ้างล่ะ ไม่งั้นเราคงอยู่กันไม่ได้หรอก"
 
ก็จริงของเขา.
 
 
 
มาเมืองกรุง, ก็สนุกดี
 
ติดตามตอนต่อไปจ้ะ.
 
 
 
* อ้อ ! ผมสัมภาษณ์คุณแอ้แห่งบล็อก Littlest Blog 
 
เชิญอ่านได้ที่นี่ครับ.
 
หลายคนคงพอรู้กันบ้างแล้วว่าผมมีบล็อกใหม่
 
ชื่อ The Last Question ก็เพราะว่า เนื้อหามันเกี่ยวกับคำถามโดยตรง.
 
คำถามที่สงสัย, คำถามที่ไม่เข้าใจ.
 
 
 
ไม่ใช่แค่ตั้งคำถามแล้วจบไป, ผมยังนำคำถามอีกหลายคำไปสู่บล็อกเกอร์ท่านอื่น ๆ
 
ด้วยความเชื่อว่า ถ้าเราตั้งคำถามที่ดี,
 
เราก็จะได้คำตอบที่ดีออกมา
 
แต่ผลลัพธ์ที่ออกมา, ไม่ใช่แค่ว่าคำตอบมันออกมาดีเท่านั้น
 
บางคำยังเข้าขั้น 'ดีเลิศ'
 
 
 
 
ความเชื่อที่ว่า "คำตอบสะท้อนตัวตนคนตอบ" คงจะมีส่วนจริงไม่มากก็น้อย
 
มีคำถามหนึ่งที่ผมตั้งใจถามทุกคน
 
"ความสุขในวันนี้ของคุณคืออะไร"
 
หลายคนสุขมาก บางคนสุขมากมาก
 
มาทำงานทันเวลา – ได้กินไอศกรีมและขนมอร่อย –หัวเราะกับเพื่อนๆ – ไม่มีงานด่วน - เลิกงานตามเวลาเป๊ะ -  ฝนตก – มีโอกาสทำความดีเล็กๆน้อยๆ - ถึงบ้านโดยปลอดภัย - ได้เขียนหนังสือ – ดีเจเปิดเพลงที่อยากฟัง – ได้อ่านหนังสือที่อ่านค้างไว้ … (คุณเจ้าหญิงน้ำแข็ง)
 
ทุกครั้งที่มีคนบอกว่า พี่คือ idol ของหนู …. แม่งสุดยอด เพราะทุกคนที่พูดอย่างนั้น เค้ามองมาที่ผมแล้วรู้สึกว่า "เฮ้ย เราทำได้ใช่มั้ยถ้าเราเชื่อและพยายามมากพอ" (คุณบรรทัดที่สิบเอ็ด)
 
ประโยคหนึ่งในเพลง “ทะเลใจ” ของคาราบาวร้องว่า “ฉันเรียนรู้เพื่ออยู่เพียงตัวและจิตใจ เป็นมิตรแท้ที่ดีต่อกัน” คงจะแค่นั้นครับ (คุณ 40 reborn)
 
ความสุขวันนี้มาจากเมื่อวานที่ได้ออกไปทานข้าวกับคนที่อยากทานด้วยและเดินเลือกของในซุปเปอร์เพื่อมาทำกับข้าวทานคนเดียว
ความ สุขวันนี้เลยหอมกรุ่นกลิ่นข้าวหุงสุกใหม่ และแซมด้วยกลิ่นผ้าที่ซักแล้วแขวนกางแดดจ้า การได้มีเวลาว่างเพื่อมาจัดการเรื่องชีวิตประจำวันให้เดินช้าๆ ดูจะเป็นความสุขของวันนี้ค่ะ (คุณ
[[FunGi]]
)
 
การได้ตื่นมาทุกเช้าแล้วรู้ว่าเรายังหายใจอยู่ ยังมีชีวิตอยู่ที่จะได้เรียนรู้อะไรอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้รู้จัก ไม่ได้สัมผัส
การ ได้รู้จักผู้คนมากมายทั้งที่เคยอยู่ด้วยกัน ยังอยู่ด้วยกัน จะอยู่ด้วยกัน และอีกหลายคนที่จะเข้ามาเติมเต็มชีวิตให้แก่กัน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่วิเศษมากจริงๆ 
และการได้อ่านหนังสือดีดี ฟังเพลงเพราะๆ ดูหนังดูละครที่อยากดู ได้ออกเดินทางไปยังสถานที่แปลกใหม่ และได้ลองทำอะไรหลายอย่างที่อยากทำ
นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้ยังอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปครับ (คุณ Iamdozenist)
 
 
 
ไม่ว่าอย่างไร สำหรับผม มีความสุขมากสำหรับมิตรภาพบนนี้
 
ตอนที่จะเปิดบล็อกแล้วเลือก exteen ก็ไม่คิดว่ามันจะเดินทางมาไกลขนาดนี้ ขอบคุณมาก ๆ ครับ

 
 
 
* ใครยังไม่เคยอ่าน ขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งเลยครับ
 
 
 
 
สุดท้าย ความสุขในวันนี้ของคุณคืออะไรครับ ?

เหรียญมีสองด้าน ?

posted on 28 Jan 2012 04:35 by kaekaekaekae  in think  directory Diary, Idea
คิดอยู่นาน. ว่าจำเป็นต้องอัพเดทเอนทรีนี้ไหม.
 
แล้วก็ตัดสินใจ.
 
 
 
คนพูดกันเยอะเรื่องมาตรา 112
 
แก้และไม่แก้.
 
(ใครที่ยังคงไม่รู้ว่า 112 คืออะไร, เสิร์ชกูเกิล)
 
 
 
มุมมองหนึ่งที่ผมข้องใจ
 
คือการมองแบบตายตัว. ของคนทั้งสองฝ่าย
 
ฝ่ายที่อยากให้แก้กฏหมายนี้, มองอีกฝ่ายว่าโง่ เซ่อ หัวโบราณ.
 
ฝ่ายที่ไม่อยากให้แก้มาตรานี้, มองอีกฝ่ายว่าทรยศ ขายชาติ ไม่รักสถาบัน.
 
 
 
 
 
คุณเคยเห็นเหรียญใช่ไหมครับ ?
 
มันมีสองด้าน.
 
เวลาคุณมองจากด้านหนึ่ง, มันจะไม่เห็นอีกด้านหนึ่ง.
 
มนุษย์ก็เป็นอย่างนั้น, ที่สำคัญ, มนุษย์คนหนึ่งมีได้เป็นสิบด้าน
 
คนที่คุณรู้จักเขา, ก็อาจไม่ใช่อย่างที่คุณคิด
 
นับประสาอะไรกับคนที่คุณไม่รู้จัก
 
คุณจะตัดสินเขาไหม ?
 
คุณจะตัดสินผมไหม ?
 
 
 
ผมบอกตามตรง ผมนั้นรัก และยกย่องเทิดทูนในหลวงมาก
 
พระองค์ท่านทรงงานหนักมาตั้งแต่ผมจำความได้
 
ผมเป็นคนหนึ่งที่ยิ้ม เมื่อเห็นพระองค์ท่านยังคงมีพลานามัยแข็งแรง
 
ผมเป็นคนหนึ่งที่น้ำตาซึม เมื่อเห็นพรงองค์ยังทรงให้โอวาทแก่ปวงชนชาวไทย
 
ใช่, ผมเองก็เป็นคนหนึ่ง, ที่กล้าพูดได้ว่ารักในหลวง
 
 
 
 
ผมไม่เห็นด้วยกับการบังคับใช้มาตรา 112
 
และ, ผมไม่ได้เป็น (ถ้าหากคุณกำลังคิดว่าผมต้องเป็น) พวกขายชาติ พวกทรยศประเทศ พวกล้มเจ้า
 
ผมไม่ใช่ พวกไม่รู้กฏหมาย
 
ผมไม่ใช่ พวกหลงเชื่อคำคนง่าย พวกไม่ศึกษารายละเอียดให้ดีก่อนตัดสินใจ
 
โปรดอย่าคิด อย่าตัดสินผมเลยครับ
 
อย่าตัดสินใครก็ตาม
 
- ผมสงสัยว่า พ่อแม่เขายังอยู่หรือเปล่า รุ่นพ่อรุ่นแม่น่าจะทันได้เห็น”ในหลวง” ทรงงานมาตลอด ถ้าลูกไม่ใส่ใจในความเป็นกษัตริย์นักพัฒนา มัวแต่ดื้อด้านจะแก้กฎหมายท่าเดียว แล้วพ่อแม่พวกนี้ทำอะไรอยู่..ไม่ห้ามปรามเลยหรือ? หรือวายชนม์ไปหมดแล้ว? ผมขอโทษนะครับ อย่าหาว่าผมก้าวล่วง แต่อยากถามคนกลุ่มนี้จริงๆว่า พ่อแม่คุณอบรมสั่งสอนหรือเปล่า?
 
- คงจะเป็นพวกบ้านแตก สาแหรกขาดแน่ๆ พ่อ แม่ ลูก คิดไม่เหมือนกัน คนในครอบครัวคงจะมีแต่ความทุกข์ น่าสงสารพวกเขานะคะ เกิดมาทั้งที ไม่คิดตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน เสียชาติเกิดนะคะ
 
- คนพวกนี้แม้แต่ในครอบครัวเขาอาจไม่ชอบการกระทำแบบนี้ก็ได้ พวกนี้จิตไม่เรียบง่าย อยู่ที่ไหนก็เป็นแกะดำ ชอบทำอะไรที่ขัดต่อความถูกต้องดีงาม เอาไว้ไม่ได้
 
- พ่อหลวงองค์นี้ ท่านไม่ธรรมดาเลย มีคุณธรรมสูงมาก ใครผู้ใดบังอาจลบหลู่ผู้มีคุณธรรมสูง มีพระคุณต่อแผ่นดินสูงเช่นท่าน ก็เตรียมรับวิบากกรรมอันหนักหนาสาหัสกันเอาเอง
 
- ให้สืบประวัติบรรพบุรุษของพวกคนเหล่านั้นดูซิคะว่าดั้งเดิมของพวกเขามาจากรากเหง้าเป็นคนไทยหรือเปล่าแต่ก็ช่างเถอะคนพวกนี้มันชอบ เงิน เงิน และก็เงิน
 
- ใครๆ ก็รู้ว่าพ่อเหนื่อยขนาดใหน. พ่อทำเพื่อคนไทยขนาดไหน ยังมีคนประเภทนี้อยู่ในโลกอีกด้วยหรือ ที่ไม่สำนึกบุญคุณของพ่อ บุญคุณของแผ่นดิน
 
 

 
ผมนั่งอ่านโพสต์ของพวกเขาบนเฟซบุ็ค
 
ผมไม่อาจรู้ว่า, พวกเขาคิดอย่างไรกับเรื่อง 'คนก็เปรียบเสมือนเหรียญที่มีสองด้าน'
 
และผมคงไม่อาจไปตัดสิน
 
 
 
ขออภัย, ถ้าผมทำให้คุณเกลียดผมเสียแล้ว.
 
แต่อย่ามองผมแค่ด้านเดียวเลยครับ.
 
แค่จินตนาการ, ว่าตนเองเป็นพวก 'ล้มเจ้า' ผมก็รู้สึกขันขื่นจะแย่แล้ว.
 
 
 
คนที่ไม่อยากให้แก้ อาจจะแค่กังวลถึงผลกระทบที่อาจเกิดกับพระมหากษัตริย์ และประเทศชาติ
 
คนที่อยากให้แก้ อาจจะแค่กังวลถึงผลกระทบที่อาจเกิดกับพระมหากษัตรย์ และประเทศชาติเช่นกัน
 
 
 
 
บางที ความขัดแย้งที่เราคิดว่ามันจบไปแล้ว, อาจยังคงแฝงตัวอยู่ในสังคม
 
บางที ความเกลียดชังที่เราเคยต่อต้าน, อาจยังคงแฝงฝังอยู่ในตัวเราเอง
 
บางที หนทางที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่ แสวงจุดร่วม หรือสงวนจุดต่าง
 
แต่เป็นยอมรับความแตกต่างนั้น และพยายามทำความเข้าใจ.
 
ในฐานะที่เกิดมาร่วมโลกเดียวกัน