photobiography (2)

posted on 16 Jun 2012 14:41 by kaekaekaekae in Photos
 
เวลาเราหยิบรูปเก่า ๆ มาดู, เราเห็นอะไรบ้าง.

ผมว่า แต่ละคนคงเห็นไม่เหมือนกัน.

ความทรงจำเดียวกัน, แต่คนละมุมมอง
 


สองปีก่อน, ความทรงจำของผมคือ อัดรถไปเที่ยวกับเพื่อน อัดกันแน่นยิ่งกว่าปลาในกระป๋อง

"แน่นว่ะ" ใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้น


"กูรู้ว่าต้องทำไง" ผมบอก


อย่างรวดเร็วภาพนี้ก็เกิดขึ้น.


และเป็นภาพที่ทำให้พวกเรายิ้มได้จนถึงทุกวันนี้

 


ความทรงจำของผมคือ, มันเป็นการเดินทางขากลับ พวกเราตัดสินใจแวะที่เขื่อนซึ่งผ่านทาง


เก้าคนในรถหนึ่งคัน, เราได้โอกาสยืดเส้นสาย เหยียดแข้งเหยียดขา.


มันเป็นยามเย็นที่แสงใกล้จะลับ, บางคนเริ่มต้นบันทึกภาพช่วงเวลานั้นไว้


ในขณะที่บางคนนั่งนิ่ง, ปล่อยตัวเองซึมซับบรรยากาศ


สวย, พวกเราต่างเห็นพ้องต้องกัน


ผมไม่ได้พกกล้องมา.

 


เท้าผมไม่ได้ถีบไปจริง ๆ


เพียงยกค้างไว้, เพื่อให้คนถ่ายกดชัตเตอร์


ไม่กี่วินาที


คนขวามือคือไอ้ศิน,


และหลังจากช็อตนี้ ศินหันมาและหัวเราะลั่น

 


เสน่ห์ของภาพถ่าย คือมันได้หยุดช่วงเวลาขณะหนึ่งนั้นเอาไว้


แต่ละภาพมันเป็นเอกเทศ, ไม่เหมือนกัน หนึ่งวินาทีมีได้ครั้งเดียว และภาพสักภาพก็เป็นหนึ่งวินาทีนั้น


เราเรียกมันว่าภาพนิ่ง, แต่ที่จริงภาพมันมักจะไม่นิ่ง


มันมักจะขยับเขยื้อน เคลื่อนไหวอยู่ในห้วงคำนึงอยู่เสมอ


ต่อให้ภาพไม่ชัด


แต่เชื่อเถอะ, ทุกอย่างมันยังชัด อยู่ในความทรงจำของพวกเรา.




คบกันมากว่าสิบปี, รู้จักและรู้ใจกันดี

ขอบ-ไม่ชอบ อะไร แบบไหน

อย่างน้อย เพื่อนก็คือครอบครัวที่เราเลือกได้

และเป็นสิ่งที่เราควรรักษาไว้



เรากลับขึ้นรถอีกครั้ง พร้อมกลับบ้าน, สภาพอัดแน่นกันเหมือนเดิม


แต่ผมไม่ได้อึดอัดแม้แต่น้อย,


ก็ถ้าอยู่กับเพื่อนแล้วยังอึดอัด, จะยังมีที่ไหนให้อยู่อย่างสบายใจได้อีก

photobiography (1)

posted on 10 Jun 2012 15:57 by kaekaekaekae in Photos directory Diary, Idea
 
ที่บ้านเลี้ยงหมาตัวหนึ่ง.
 
มันอายุเท่าไรไม่รู้, ที่แน่ ๆ แม่เปลี่ยนรถใช้ไปสามคันแล้ว แต่หมามันก็ยังอยู่
 
ยังไม่ได้นับว่า ก่อนหน้านี้ มันเคยเป็นหมาคนอื่นมาก่อน.
 
 
 
ไม่รู้คิดอะไร, อยู่ดี ๆ แม่กับเพื่อนแม่ก็แลกหมาที่เลี้ยงกัน.
 
แล้วเจ้าตัวนี้ก็มาอยู่ที่บ้าน
 
ผมเองไม่ถนัดเรื่องเลี้ยงสัตว์เลย ไม่คิดว่าจะสามารถดูแลมันได้.
 
มันอาจจะรับรู้ได้ถึงความจริงข้อนี้ก็เป็นได้, อยู่บ้านเดียวกันแท้ ๆ มันก็เห่าใส่ผมบ่อยครั้ง
 
แล้วก็เป็นหมาห้าว, ตัวเท่าเห็บแต่ก็เห่าเสียงดังไปทั่ว.
 
มีครั้งนึงที่โดนมันกัด, แต่ก็นะ เขี้ยวมันเล็กเกินจนไม่รู้สึกอะไร (แล้วก็ไปเยาะเย้ยมันว่า เป็นหมาที่อ่อนมากแก ฮ่าๆ)
 
 
 
ทุกเช้า, เรามักจะต้องเหยียบกับระเบิดของมันเสมอ ทั้งที่มันก็เป็นจุดเดิม
 
แม่ก็จะต้องโวยวาย ซ้ำแล้วซ้ำอีก.
 
หรือเวลาใครเดินผ่านบ้าน ก็จะโดนมันเห่า, ไม่เว้นแม้แต่ผมเอง
 
เป็นเรื่องซ้ำซ้ำ, แทบทุกวัน
 
 
 
จะว่าไป, เรื่องราวที่ต้องพบเจอในชีวิตมันก็เป็นเรื่องซ้ำ ๆ
 
อาจเปลี่ยนคน เปลี่ยนสถานที่ บรรยากาศ, แต่เรื่องราวก็คล้ายที่เคยเจอมา
 
แล้วบางเรื่อง เคยเศร้ากับมันยังไง พอเกิดขึ้นอีกก็ยังเศร้าอยู่อย่างนั้น
 
เราคงไม่สามารถควบคุมความรู้สึกได้ คืออยากให้ดีใจมากกว่านี้ หรือเสียใจน้อยกว่านี้น่ะ แต่ก็ทำไม่ได้ เรารู้สึกได้เท่าที่เรารู้สึก
 
กับความสุขมันก็คงคล้ายกัน ตอนทำงาน ตอนไปเที่ยว มันก็ยังคงสนุก มีความสุข
 
เหมือนที่เคยเป็น, เหมือนความสุขที่เคยรู้สึก
 
 
 
แม่อายุ 50 แล้ว.
 
ฟันหายไปสามซี่, ตีนกาก็เพิ่มขึ้น
 
ก็เหมือนอีกหลายชีวิต, เหมือนที่คนวัย 50 อีกหลายคนต้องพบเจอ
 
โลกนี้มันมีเรื่องราวซ้ำ ๆ
 
สักวันหมาตัวนี้ก็ต้องตาย.
 
แต่อย่างน้อย, เราก็มีรูปนี้ ที่ยืนยันถึงการมีอยู่ของมัน
 
รวมถึงช่วยย้ำเตือน.
 
หากสักวันหนึ่ง, เราได้หลงลืมมันไป.
 
 
 
ตอนนี้ผมก็หวังแค่ว่า ในวันที่มีความทุกข์
 
ผมคงจะไม่ลืมความสุขที่เคยมี.

เพื่อนเป็นชาวนา.

posted on 19 May 2012 17:59 by kaekaekaekae in life directory Diary
เสียงรองเท้าบดกับพื้นสนาม, ตามด้วยลูกฟุตบอลลอยไปตกกระทบหลังคากระเบื้อง

“ไอ้ห่า บ้านกู”

ชายคนหนึ่งยิ้มแล้วส่ายหัวเบา ๆ ทั้งสนามโอดครวญ “เดินเก็บไกลแหละที่นี้”



ผมรู้จักชายคนนี้.

ตอนประถม.

เขากับผมเรียนโรงเรียนวัดมาด้วยกัน และตอนนั้น ก็เตะบอลด้วยกัน

“อีกสามลูกนะเว้ย เหนื่อยแล้ว”

เป็นความหมายว่าฝั่งไหนยิงได้สามประตูก่อน, ก็จบเกม

ผมไม่ได้เจอเขามาตั้งแต่ประถม ตอนนั้นเขาค่อนข้างตัวหนา แต่ตอนนี้ก็เรียกได้ว่าอ้วนเลยทีเดียว

หน้าที่การงาน, เขารับช่วงต่อจากคนรุ่นก่อน ในวันที่ปู่ตาทำนาไม่ไหว พ่อแม่เริ่มอ่อนล้าเรี่ยวแรง เขากลายเป็นชาวนาเต็มตัว

ผมเจอเขาเมื่อประมาณหนึ่งอาทิตย์ก่อนหน้า อันที่จริงต้องบอกว่าเขาเจอผมมากกว่า ระหว่างที่ผมนั่งอยู่ร้านแม่ในตลาด จู่ ๆ เขาก็เข้ามาทัก – จำผมได้

เห็นรูปร่าง, ผมทายว่าเขาคงไม่ได้ออกกำลังกายแน่เลยใช่ไหม ปล่อยตัวเสียขนาดนี้

.”โอ้ย เตะบอลทุกวัน ข้างบ้านเป็นโรงสี มึงไปเตะด้วยกันเปล่า ท่าทางขาดสารอาหาร ตัวไม่สูงขึ้นเลยนี่หว่า” เราหัวเราะลั่น

และผมตอบตกลง.



เหงื่อออกได้ที่, ผมสนุกเสมอเมื่อเล่นฟุตบอล จะว่าไป นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เล่นกลางโรงสีข้าว

พักกินน้ำ เขานั่งเหยียดขาอยู่ข้างสนาม

“แก่แล้วเหรอวะ” ผมถาม

“โอ้ย แรงเยอะแยะ เป็นห่วงก็แต่มึงนั่นแหละ” เราหัวเราะกันอีก

“งานที่ทำอยู่เป็นไงมั่งวะ”

“ก็ดี กำลังดี มึงเป็นไง”

เขาบอก “มึงรู้เปล่า วัน ๆ นึง กูว่างทั้งวันเลย”

จำคำพูดไม่ได้มาก เขาเล่าว่า วิถีชีวิตของเขา ว่างจากการหว่านไถเก็บเกี่ยว คืออยู่บ้าน ช่วยผู้คนที่รู้จักทำสารพัด ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ถางป่า ปลูกผัก

อีกทั้งข้าวที่มีเหลือเฟือ ไม่ต้องซื้อหา, ฟังดูเป็นชีวิตที่สุขสบาย

“แล้วในข่าวที่ชาวนาเขาลำบากกันวะ” ผมถาม

“กูไม่เห็นจะลำบากอะไร”

“ไม่เหนื่อยเหรอวะ”

“ไอ้ห่า เหนื่อยก็นั่งพัก กินน้ำกินท่า เย็นว่าง ๆ ก็เตะบอล เลี้ยงหลาน เยอะแยะ”

ใช่, ฟังดูเป็นชีวิตที่สุขสบาย

ไม่ต้องมีเงินเดือนเรือนหมื่น ไม่จำเป็นต้องอยู่คฤหาสน์หลังใหญ่โต

ยามเย็น, ลมพัดเอื่อย ๆ รู้สึกได้ อาจไม่ต้องพึ่งพัดลมด้วยซ้ำไป

ชีวิตเป็นเรื่องง่าย, บางที เป็นเราเองนี่แหละที่ “คน” ให้มันซับซ้อน วุ่นวาย



บอลจบแล้ว คนแยกย้ายไปตามทาง

คงไม่แปลกใจ เมื่อเขาชวนกินข้าว ผมเองก็ตอบตกลงด้วยเต็มใจ

ก่อนจะถามเขา

“เออ แล้วทำไมถึงอ้วนวะ”

เราหัวเราะด้วยกันอีกครั้ง.
 
 
 
 
 
ผมเพิ่งสัมภาษณ์คุณนิก NickyOkawa ครับ อ่านได้ที่
 

quote (18)

posted on 10 May 2012 17:10 by kaekaekaekae in quote directory Knowledge, Idea
ความรักไม่ใช่สิ่งที่สั่งได้ บงการได้ หรือ ตั้งกรอบขึ้นมาให้ปฏิบัติตามได้  //  พีรพล ภัทรนุธาพร
 
เรามักมองผ่านสิ่งที่เราอยากมอง เราก็เลยมองอะไรด้านเดียว ลองถามตัวเองสิว่า ไอ้ความหน้าด้านและใจดำมันไม่มีอยู่ในตัวเราจริงหรือ  //  ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์
 
น่าตกใจเมื่อพบว่าผู้ใหญ่เป็นฝ่ายยัดเยียดสิ่งมากมายให้แก่ชีวิตของเด็กโดยคิดเอาเองว่ามันจำเป็นสำหรับเขา ทั้งที่จริงๆแล้วเขาไมไ่ด้ต้องการ  //  ธิดา ผลิตผลการพิมพ์
 
บ่อยครั้งเราก็เสียเวลาฟูมฟายกับปัญหา มากกว่าใช้เวลาที่จะแก้ไขมัน  //  วิชัย มาตกุล
 
เรื่องที่อยากให้คนอื่นลืม แค่ไม่คุ้ยเขี่ยขึ้นมามันก็หายไป แต่เรื่องที่อยากลืมเอง ดูเหมือนร่างกายจะมีระบบคุ้ยอัตโนมัติที่น่าเจ็บใจในประสิทธิภาพเสมอ  //  จิราภรณ์ วิหวา
 
ยิ่งความสุขของเราขึ้นอยู่กับคนอื่นเท่าไหร่ เราก็ยิ่งทุกข์ง่ายขึ้นเท่านั้น  //  วิสูตร แสงอรุณเลิศ
 
หากการเกิดคือเริ่มต้นฝัน ความตายก็เป็น"การหมดเวลาฝัน" และถูกปลุกให้ตื่น  //  วิรัตน์ โตอารีย์มิตร
 
นอกจากความรู้สึกและบ่นว่า "สิ้นหวัง" เราพยายามคิดและคาดหมายว่าจะทำสิ่งใดบ้างเพื่อลบคำ 'สิ้น' ให้เหลือเพียง 'หวัง'  //  มกุฏ อรฤดี
 
แม้จะเป็นเรื่องเศร้า แต่ประโยชน์ของการแยกจากคือมันสอนให้เราได้รู้คุณค่าของการพบเจอ  //  เกตุเสพสวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา
 
การเลือกคนมาใช้ชีวิตร่วมไปด้วยกันนั้นเหมือนการเลือกหลังคาบ้าน แรกๆ เราก็ต้องเลือกที่สีสันสดใสสวยงามแต่สุดท้ายความสวยงามก็ไม่ใช่คำตอบของหลังคา เพราะต่อให้สวยแค่ไหนก็คงไม่มีใครบ้าปีนขึ้นไปชื่นชมความงามนั้น  //  จักรพันธุ์ ขวัญมงคล
 

ปัญหา, พรุ่งนี้.

posted on 09 May 2012 17:31 by kaekaekaekae
 
 
สารภาพว่า, ผมไม่ชอบไทม์ไลน์.
 
มันดูเยอะ, รกเกินไปในสายตา
 
แต่ก็อีก.
 
พอเฟซบุ๊คเป็นไทม์ไลน์ ก็ทำให้ได้ย้อนกลับไปอ่านสเตตัสเก่า ๆ ที่เคยโพสไว้
 
ที่จริงแล้ว นั่นอาจจะเป็นข้อดีของไทม์ไลน์ก็ได้.
 
แม้ว่าอาจจะเป็นข้อดีเพียงอย่างเดียวก็ตาม.
 
 
 
 

- ความจริง ตกตะกอนได้, ไม่ต่างจากความจำ.

เคยเขียนประโยคดังกล่าวไว้เมื่อนานมาแล้ว
 
เรื่องคือ, เกิดจำได้ว่า ตอนนั้น เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับตัวเองสักอย่าง
 
เป็นเรื่องที่กระทบจิตใจร้ายแรง
 
จนเป็นเหตุให้เขียน
 
ตอนนั้น, ผมยังอยู่ในช่วงที่เขียนตามอารมณ์
 
คือเขียนดะ, ลุยหน้าจอว่าง ๆ ไปเลย ไม่ได้สนใจว่าจะสรุปยังไง ย่อหน้าต่อไปคืออะไรยังไม่ได้คิดด้วยซ้ำ
 
หลายครั้ง, การเขียนแบบนั้น, นำพาไปสู่อะไรที่ไม่ได้คาดคิดไว้
 
อาจเป็นความเข้าใจ ความรู้สึก พอเขียนไปแล้วก็เหมือนเติมเต็มตัวเอง
 
มีครั้งนึงที่ชีวิตมีปัญหามาก พอมาเขียน มาเรียบเรียงความคิด ก็คล้ายตกตะกอนอะไรบางอย่าง
 
เหมือนได้ทบทวนตัวเอง.
 
 
 
เรื่องคือ, นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก
 
ว่าตอนนั้น เรื่องที่ว่านั้นคืออะไร อะไรที่ร้ายแรง กระทบจิตใจเรา
 
ความจริงตกตะกอนได้เหรอ, แล้วความจำล่ะ ความจำตกตะกอนเป็นอย่างไร
 
"ใช่" อย่างที่เราเข้าใจว่าใช่ตอนนี้ไหม
 
 
 
ตอนเด็ก ๆ จำได้ว่าเคยทะเลาะกับเพื่อนตอนเตะบอล.
 
คือเด็กแต่ละคนก็จะมั่นใจ ลูกนี้ยิงได้แน่ เข้าแน่
 
จึงไม่ยอมส่งให้เพื่อน
 
พอไม่เข้าก็เลยทะเลาะกัน
 
บางทีเรื่องราวบานปลายใหญ่โตจนชกต่อยกันก็มี
 
พอนึกถึงเรื่องนั้น, ในวันนี้, ทั้งผมและเพื่อนก็ได้แต่ขำ.
 
ปัญหาในวัยเด็กที่ว่าใหญ่, พอโตขึ้นมันก็กลายเป็นแค่เรื่องเล็ก.
 
 
 
ปัญหาร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับผมในวันนั้น เรื่องใหญ่ที่กระทบจิตใจสะเทือนจนต้องเขียนระบาย
 
เป็นไปได้ว่าพอเวลาผ่านไป เมื่อโตขึ้น, มันก็กลายเป็นเรื่องเล็กน้อย
 
เล็กจนเรามองไม่เห็นปัญหานั้น
 
กระทั่งว่าบางที, สำหรับเรา, มันอาจไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป.
 
 
 
ก็ไม่แน่ว่า, ปัญหาในวันนี้.
 
พอวันพรุ่งนี้มาถึง
 
มันอาจไม่ใช่ปัญหาแล้วก็ได้.
 
 
 
 
ถ้าตกตะกอนได้ขนาดนี้, บางทีก็คงต้องขอบคุณไทม์ไลน์เหมือนกันนะ.